ผู้จัดการสุดสัปดาห์ – น่าจะเป็น “ความขัดแย้ง” สำหรับครอบครัว “พรประภา” ครั้งสำคัญอีกครั้งเลยก็ว่าได้ สำหรับการตัดหาง “ณพ ณรงค์เดช” ที่สร้างความตะลึงพรึงเพริดไปทั่วทั้งวงการ โดยในเที่ยวนี้เกิดขึ้นกับพรประภาที่แตกตัวออกมาสร้างอาณาจักรธุรกิจใหม่ในนาม “บริษัท เคพีเอ็น กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น” หรือ “เคพีเอ็นกรุ๊ป” ซึ่งมี “ดร.เกษม ณรงค์เดช” ผู้เป็นพ่อเป็นแม่ทัพใหญ่

และเมื่อกล่าวถึง ดร.เกษม ณรงค์เดช ก็ย่อมต้องเอ่ยถึง “ภรรยา” ผู้ล่วงลับไปแล้วและเป็น “แม่” ของ 3 ทหารเสือณรงค์เดช “กฤษณ์-ณพและกรณ์” นั่นก็คือ คุณหญิงพรทิพย์(พรประภา) ณรงค์เดช บุตรสาวของ “ดร.ถาวร พรประภา” ผู้ก่อตั้ง “บริษัท สยามกลการ จำกัด” ขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2495 ในฐานะผู้แทนจำหน่ายรถยนต์นิสสัน ดัทสัน แต่ผู้เดียวในประเทศไทย และยังเป็นผู้แทนจำหน่ายในต่างประเทศรายแรกของนิสสัน มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น รวมถึงธุรกิจการค้าอื่นๆ อีกมากมาย

ใครๆ ก็รู้ว่า “ศึกสายเลือดพรประภา” นั้น ดำเนินต่อเนื่องมายากยาวนาน และในที่สุดก็ถึงขั้นต้องแยกตัวกันออกมาทำธุรกิจ กลายเป็น “อาณาจักรสยามกลการ” กับ “อาณาจักรเคพีเอ็น” (อ่านรายละเอียดด้านล่าง) ทว่า กับครอบครัวณรงค์เดชไม่มีใครคาดว่าจะเป็นเช่นนี้ เนื่องเพราะเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า เป็นครอบครัวที่รักใคร่กลมเกลียวกันเป็นอย่างดี

แต่แล้ววันดีคืนดี “พ่อ พี่และน้อง” กลับออกแถลงการณ์ตัดความเกี่ยวข้องทางธุรกิจแบบไม่เหลือเยื่อใยไม่ต่างอะไรกับเมื่อครั้ง “ศึกสายเลือดพรประภา” ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นหนักหนาสาหัสยิ่งนัก

อย่างไรก็ดี ยังเป็นที่น่าสงสัยยิ่งว่า ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยกำลังจริงๆ หรือมีอะไร “ลับ ลวง พราง” นอกเหนือจากสิ่งที่สังคมรับรู้เพื่อเป็นการแก้ปัญหาทางธุรกิจบางประการ เนื่องเพราะมีการตั้งข้อสังเกตว่า เป็นไปไม่ได้ที่ “ณพ” จะทำอะไรโดยพลการโดยที่ครอบครัวที่บริหารงานในลักษณะของ “กงสี” ไม่รับรู้

“วินด์ เอนเนอร์ยี่ฯ” ชื่อนี้ไม่ธรรมดา

“เนื่องจากปัจจุบันปรากฏข่าวมากมายในเรื่องของความเกี่ยวพันระหว่างครอบครัวณรงค์เดช กับบริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด (WEH) ออกมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ครอบครัวณรงค์เดช โดย ดร. เกษม ณรงค์เดช ผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัทเคพีเอ็น นายกฤษณ์ ณรงค์เดช ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทเคพีเอ็น และนายกรณ์ ณรงค์เดช รองประธานกรรมการกลุ่มบริษัทเคพีเอ็น จึงมีความจำเป็นต้องส่งแถลงการณ์ต่อสาธารณะเพื่อให้ทราบโดยทั่วกันว่า การดำเนินการใดๆ ของนายณพ ณรงค์เดช ที่ผ่านมา และต่อจากนี้ ครอบครัวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งสิ้น โดยรายละเอียดของสาเหตุที่ต้องแถลงการณ์ในครั้งนี้ เริ่มจากประมาณ 2 ปีที่แล้ว นายณพ ณรงค์เดช ได้ขอความช่วยเหลือจากครอบครัวณรงค์เดช ในเรื่องการจัดหาเงินเพื่อลงทุนซื้อหุ้นใน บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด (WEH) ซึ่งต่อมา ครอบครัวณรงค์เดชก็ให้ความช่วยเหลือในการให้ยืมเงินสด การให้นำทรัพย์สินของครอบครัวณรงค์เดช และทรัพย์สินอื่นที่ครอบครัวณรงค์เดช จัดหามาไปเป็นหลักประกันในการจัดหาเงินทุนเพิ่มเติม

“แต่หลังจากที่นายณพ ณรงค์เดช ได้รับความช่วยเหลือดังกล่าว นายณพ กลับดำเนินการใดๆ โดยใช้ชื่อเสียงของครอบครัวณรงค์เดช ไปแอบอ้างเพื่อประโยชน์ส่วนตนโดยลำพัง โดยทางครอบครัวณรงค์เดช ไม่ได้รับการเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญหลายประการ ไม่มีส่วนในการรับรู้ถึงรายละเอียดของการดำเนินการเกี่ยวกับการลงทุนดังกล่าว ไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจหรือบริหารงานใดๆ ในบริษัทที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อการลงทุนที่ผ่านมา แม้นายณพ จะให้นายกรณ์ ณรงค์เดช ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการฯ ของ WEH ก็ตาม แต่นายกรณ์ก็ถูกกีดกันไม่ได้รับรู้ในรายละเอียด หรือร่วมตัดสินใจในการดำเนินการใดๆ ของ WEH จนนายกรณ์ ตัดสินใจลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทในเวลาต่อมา ข้อมูลส่วนใหญ่ที่เกี่ยวกับการดำเนินการใน WEH ของนายณพ ณรงค์เดชนั้น ครอบครัวณรงค์เดชได้รับรู้จากข่าวที่เผยแพร่ทางสาธารณะ ทำให้ทางครอบครัวณรงค์เดชกังวลกับข่าวต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือ และชื่อเสียงของครอบครัวณรงค์เดชเป็นอย่างยิ่ง

“จึงเรียนชี้แจงเพื่อความเข้าใจโดยทั่วกัน และขอเน้นย้ำว่า การดำเนินการใดๆ ของนายณพ ณรงค์เดช ที่ผ่านมา และต่อจากนี้ ครอบครัวณรงค์เดช ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และหากมีการนำชื่อของกลุ่มบริษัทเคพีเอ็น หรือครอบครัวณรงค์เดชไปใช้ โดยไม่ปรากฏว่ามีสมาชิกครอบครัวณรงค์เดช ได้แก่ ดร. เกษม ณรงค์เดช นายกฤษณ์ ณรงค์เดช และนายกรณ์ ณรงค์เดช อยู่ด้วย ขอให้ทราบว่า การกระทำดังกล่าวนั้นเป็นการแอบอ้าง โดยครอบครัวณรงค์เดชไม่ได้รับรู้ หรือให้ความยินยอมทั้งสิ้น โดยจะดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องให้ถึงที่สุด”

แถลงการณ์ของ “ครอบครัวณรงค์เดช” ที่มีตราประทับสัญลักษณ์ของ “กลุ่มบริษัทเคพีเอ็น” อยู่ด้านบน แสดงให้เห็นชัดเจงว่า เป็นผลมาจากการดำเนินธุรกิจของ “ณพ” ใน “บริษัท วินด์ เอนเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง จำกัด (WEH) ผู้ประกอบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานกังหันลมรายใหญ่ที่สุดของประเทศและภูมิภาคอาเซียน

เป็น วินด์ เอนเนอร์ยี่ฯ ที่เชื่อว่า สังคมยังคงไม่ลืม โดยเฉพาะอดีตประธานกรรมการบริหารที่ชื่อ “เสี่ยนิค-นพพร ศุภพิพัฒน์” หนึ่งในมหาเศรษฐีที่อายุน้อยที่สุด ติดอันดับ 31 ใน 50 ของมหาเศรษฐีประจำปี 2557 ที่จัดขึ้นโดยนิตยสาร ฟอร์บส์ ไทยแลนด์ (FORBES THAILAND) โดยร่ำรวยจากธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานลม และมีมูลค่าทรัพย์สินกว่า 25,600 ล้านบาท

และที่ต้องขีดเส้นใต้เอาไว้ก็คือ เสี่ยนิค-นพพร เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลทหารกรุงเทพ เลขที่ 138 /2557 ลงวันที่ 1 ธ.ค. 2557 ด้วยความผิดตาม ม.112 โดยเกี่ยวพันกับ “พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์” อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางและพวก

เป็นวินด์ เอนเนอร์ยี่ฯ ที่ครั้งหนึ่ง “เนื้อหอมสุดๆ” ในแวดวงธุรกิจพลังงานทางเลือกหลังได้รับอานิสงส์(แบบตั้งใจ) จากการสนับสนุนนโยบายส่งเสริมพลังงานทางเลือกจากรัฐบาลมาหลายยุคหลายสมัย กระทั่งมีการวางแผนนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งทั้งกลุ่มทุนพลังงาน เทคโนแครต อดีตข้าราชการ ตลอดรวมถึงนักการเมืองที่คุมหน่วยงานด้านพลังงาน ต่างพากัน “ฝันหวาน” ถึงความร่ำรวยหากประสบความเร็จในการเดินหน้าสู่ตลาดหุ้น ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายไปพร้อมๆ กับเสี่ยนิค-นพพรที่ต้องคดีและหนีไปอยู่ต่างประเทศ

ขอบคุณข่าวที่มีประโยชน์ และติดตามข่าวฉบับเต็มได้ที่ ผู้จัดการออนไลน์